เกี่ยบกับ ริดสีดวงทวาร

What Are Haemorrhoids?

 

ไม่ว่าจะเป็น โรคริดสีดวงทวารที่จะสะกดด้วย Hemorrhoids (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน) หรือ Heamorrhoids (ภาษาอังกฤษแบบบริทิช) ก็ตาม นั่นคือ ก้อนเนื้อที่เป็นเบาะรองที่โดยปรกติแล้วช่วยพยุงเพื่อให้แน่ใจว่ารูทวารนั้นปิดสนิท แต่กลับบวมและอักเสบอยู่ภายในช่องทวารหนัก ริดสีดวงทวารหนักภายใน เกิดขึ้นได้เมื่อเส้นเลือดดำบวมอยุ่ภายใจช่องทวารหนัก หรือถ้าบวมอยู่ใกล้กับช่องเปิดรูทวารหนัก ก็จะเป็นริดสีดวงทวารภายนอก คุณสามารถเป็นริดสีดวงทวารทั้ง 2 ชนิด ได้พร้อมกัน ส่วนอาการและการรักษานั้น ก็ขึ้นอยุ่กับชนิดของริดสีดวงทวารที่คุณเป็น

 

สาเหตุ

ริดสีดวงทวารสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งรวมไปถึง:


• อาการท้องผูก หรือ อาการท้องเสีย เรื้อรัง
• อาการบีบรัดในช่วงการเคลื่อนตัวของลำไส้
• ขาดกากใยในอาหารที่รับประทานเวลาควบคุมน้ำหนัก
• สภาวะการตั้งครรภ์
• ชราภาพ ( อาการเสื่อมสภาพ ของเนื้อเยื่อที่เชื่อมโยงกัน)
• น้ำหนักตัวที่มากเกินไป

 

 

โดยทั่วไป การออกแรงมากเกินไป ก็จะเป็นการเพิ่มแรงดันให้เส้นเลือดดำบริเวณกระดูกเชิงกราน และบริเวณลำไส้ตรง ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการเป็นริดสีดวงทวาร

 

 

อาการริดสีดวงทวาร

 

 

อาการที่พบมากที่สุด ทั้งริดสีดวงภายในและภายนอก ตามอาการดังต่อไปนี้:


• เลือดออก ขณะเบ่งอุจจาระ  มีเลือดออกให้เห็นบนกระดาษชำระ หรือ ปนเปื้อนอุจจาระ
• มีอาการคัน
• มีความเจ็บปวด

 

 

 

 

โดยส่วนใหญ่แล้ว ปรกติเราจะแบ่งความรุนแรงของริดสีดวงทวารตามลักษณะการบวมของหัวริดสีดวง

 

 





 

ระยะที่ 1 หัวริดสีดวงยังคงอยุ่ตามที่ปรกติ มีอาการบวมเล็กน้อย แต่อยุ่ภายในช่องทวารหนัก

ระยะที่ 2  หัวริดสีดวงมีอาการบวมมากกว่าขั้นที่ 1 จนกระทั่งหัวโผล่ออกมาจากรูทวารให้เห็นด้านนอก เมื่อมีการเบ่งอุจจาระออกมา แต่หัวริดสีดวงจะเลื่อนกลับเข้าไปที่เดิมยังช่องทวารหนักเมื่อเบ่งอุจจาระเสร็จ

ระยะที่ 3  หัวริดสีดวงในขั้นนี้  โดยส่วนใหญ่แล้วมักต้องมีการผ่าตัด เนื่องจากเนื้อเยื่อที่ห้อยย้อยออกมาด้านนอกรูทวาร แต่อย่างไรแล้ว ยังสามารถใช้นิ้วมือดันก้อนหัวริดสีดวงดังกล่าวกลับไปเข้าไปยังรูทวารได้

ระยะที่ 4 หัวริดสีดวงจะใหญ่มาก เนื้อเยื่อที่ห้อยย้อย จะออกมาอยุ่ด้านนอกรุทวารอย่างถาวร ไม่สามารถดันกลับเข้าไปภายในได้อีก  จึงมีความเสื่ยงมากที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ เช่น การเกิดลิ่มเลือดคั่งที่บริเวณหัวริดสีดวง

 

 

การป้องกันริดสีดวงทวาร

แนะนำวิธีป้องกันดังต่อไปนี้:

•  เพิ่มปริมาณกากใยในอาหารที่รับประทาน (ด้วยผัก และผลไม้ หรือ อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของเส้นใยธรรมชาติ) จะช่วยทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น สะดวกในการขับถ่าย
•  ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ (8-10 แก้ว) ต่อวัน และหลีกเลื่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล หรือคาเฟอิน วิธีนี้ก็จะช่วยทำให้อุจาระได้สะดวกขึ้นเช่นกัน
•  หลีกเลื่ยงการใช้เวลานานๆ ในการนั่งขับถ่าย ควรหยุดพฤติกรรม การอ่านหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารในระหว่างทำธุระหนักในห้องน้ำ

 

 

 

การรักษาริดสีดวงทวาร

 

 

สำหรับระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันของริดสีดวงทวาร ก็ต้องมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป ตามคำแนะนำที่ดีที่สุดของแพทย์

 

 

ระยะที่ 1 และ 2:


• รักษาด้วยวิธีการรัดยางที่หัวริดสีดวง
• รับประทานยา
• การใช้ขี้ผึ้ง หรือ ครีมช่วยหล่อลื่น  และยาเหน็บ วิธีการนี้ช่วยลดความเจ็บปวด อาการบวม และคันได้
• วิธีการ Sclerotherapy – คือ การฉีดเคมีเข้าไปที่เส็นเลือด เพื่อให้เคมีนั้นไปทำปฏิกิริยาทำให้หัวริดสีดวงหดตัวลง
• การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ Lasertherapy – คือ ใช้แสงเลเซอร์จี้ไปที่หัวริดสีดวง และทำให้หัวริดสีดวงส่วนนั้นกลายเป็นเนื้อที่มีลักษณะแข็งเหมือนเนื้อที่ตายแล้ว และหลุดออกไป
การรักษาด้วยรังสีอินฟราเรด – คือการใช้ความร้อนจากรังสีอินฟราเรดจี้ให้ หัวริดสีดวงหดตัวลง
• การรัษาด้วย Doppler Ligation – คือการใช้ Ultrasound Doppler เพื่อหาระบุตำแหน่งเส้นเลือดแดงแต่ละเล็นที่ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวริดสีดวง จากนั้นก็ผูกเย็บเล้นเลือดแดงนั้น เมื่อไม่มีเลือดไปเลี้ยง ขนาดของหัวริดสีดวงก็จะหดเล็กลงไปเอง

 

 

ระยะ ที่ 3 และ 4 (โดยปกติจะใช้ วิธีการการวางยาสลบ หรือ การบล็อคหลัง)


•  วิธีการผ่าตัดริดสีดวงทวารแบบดั้งเดิม

 

 

เป็นการักษาโดยการผ่าตัดเอาหัวริดสีดวงออก โดยปกติวิธีการนี้จะสงวนไว้สำหรับ ผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารในระยะ ที่ 3 และ 4 ในระหว่างการผ่าตัด  ริดสีดวงภายใน และริดสีดวงภายนอก จะได้รับการตัดออกโดยใช้กระแสไฟฟ้า หรือที่เป็นที่รู้จัก ในชื่อว่า Diathermy แผลหลังจากที่ได้รับการตัดเอาหัวริดสีดวงออกนั้นอาจต้องเย็บไว้ อย่างไรก็ตาม

มีแพทย์จำนวนหนึ่งใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า Harmonic Scalpel (Ultrasound Technology) เพื่อตัดหัวริดสีดวงออก และปิดปากแผลด้วยวิธีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางโปรตีน แทนการใช้ความร้อน วิธีการนี้สามารถทำการรักษาได้ภายในวันเดียว แต่ผู้ป่วยมักต้องเผชิญกับความเจ็บปวดค่อนข้างมากหลังจากการผ่าตัด ซึ่งเป็นผลจากที่มีการตัดเนื่อเยื่อออกไป

• วิธีการผ่าตัดริดสีดวงแบบ Stapled ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ Procedure for Prolapse and Haemorrhoid (PPH) PPH เป็นวิธีการ ที่มีผลกระทบน้อยที่สุดในพวกอุปกรณ์ที่คล้ายสำหรับเย็บกระดาษ ตัดเอาชิ้นเนื้อหัวริดสีดวงออก เปลี่ยนตำแหน่งหัวริดสีดวงและตัดทางเดินของเลือด เมื่อไม่มีเลือดไปเลี้ยง หัวริดสีดวงก็จะหดตัวลง และหลุดไปในที่สุด วิธีการ Staple ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นสั้นกว่า วิธีการผ่าตัดริดสีดวงทวารแบบดั้งเดิม ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานได้ 1 สัปดาห์ หลังการรักษาตัว และเป็นวิธีหนึ่งซื่งมีแนวโน้มที่มีความเจ็บปวดน้อยกว่าวิธีอื่นๆ อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ยังคงพบผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลข้างเคียงขั้นรุนแรงรวมไปถึงเสียชีวิต 

• การรักษาด้วยวิธี HALO Haemorrhoidal Artery Ligation หรือ เป็นที่รู้จัก อีกชื่อหนึ่ง คือ THD Trasanal Haemorrhoidal Dearterialisation เป็นการผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งที่ลดระดับการไหลของเลือดสู่หัวริดสีดวง การรักษาวิธีนี้ใช้เครื่องมือ Ultrasound ขนาดเล็กที่เรียกว่า Doppler เพื่อระบุตำแหน่งเส้นเลือด จุดที่มีการส่งเลือดไปเลี้ยงยังหัวริดสีดวง ปมจะผูกเส้นเลือดเอาไว้ เพื่อบล๊อคเลือดไม่ไห้ไปเลี้ยงยังหัวริดสีดวง นี่คือสาเหตุให้หัวริดสีดวงหดตัว

โดยที่ไม่ต้องมีการตัดเนื้อเยื่อใดๆออกทั้งสิ้น สถาบันเพื่อสุขภาพและความเป็นเลิศทางคลีนิกแห่งชาติสหราชอาณาจักร ได้แนะนำวิธีการผูกเย็บเส้นเลือดสำหรับรักษาริดสีดวงทวารว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้ผลดี นอกเหนือจากการผ่าตัดริดสีดวงแบบดั้งเดิม และ Stapled เพราะวิธิการนี้ มีอาการเจ็บปวดน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบในเรื่องของผลการรักษา 

 

ความเสี่ยงในการผ่าตัดริดสีดวง

 

อาการแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากการผ่าตัดริดสีดวง:


• เลือดออก ประมาณ 6 วัน หลังจากการผ่าตัดหรือรัดยางนั้น อาจมีความเสี่ยงเล็กน้อยเกิดขึ้นได้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดโดยเร็ว
• อุจจาระไหลไม่หยุด คือไม่สามารถบังคับการขับถ่ายอุจจาระได้ เป็นความเสี่ยงที่ไม่เป็นอันตรายมาก และสามารถแก้ไขโดยการผ่าตัดอีกครั้ง
• การติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ยาก และเกิดขึ้นเปรียบเที่ยบเป็นอัตราส่วน 3 คนใน100 คน จากคนที่ทำการผ่าตัดหัวริดสีดวง
• ฝีคัณฑสูตร คือ การเกิดช่องว่าง/รู ในทวารหนัก ซึ่งเกิดเป็นช่องเล็กๆระหว่างช่องทวารหนัก และผิวหนังภายนอกใกล้บริเวณรูทวาร